sarit's profile•.¸°_«¤´¯`¤»°_สายลม°«¤´¯...BlogLists Tools Help

หลีกไม่พ้น

ฉันได้เดินเคลื่อนเข้าไปในเขาวงกต แต่ในทุกหนแห่งเหมือนฉันย้อนกลับไปในที่เริ่มต้น จุดเริ่มต้นที่ใหม่ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่เคยทำสำเร็จ และดูเหมือนกำลังเดินทางไปในที่ซับซ้อนและฉันก็ทำไม่สำเร็จอีกครั้งจริง ๆ อย่างงั้น คล้ายทั้งหมดว่าเป็นที่น่าประหลาดใจ และเหมือนว่ามันไม่ได้ทำให้ฉันรู้ คุณจะได้ไป และได้ไปที่นั่น ในเส้นทางทางที่พระจันทร์ดูมืดมิด ผ่านทะเลดำที่เงียบเหงา สู่หุบเขาที่แสนเศร้า ผ่านสะพานที่มีคราบของน้ำตา และคุณจะถึงที่นั่น ที่ที่ฉันได้ผ่านเข้าไป............
 

•.¸°_«¤´¯`¤»°_สายลม°«¤´¯`¤»_°¸.•

¸.•'´¯)))ו«¤´¯`•.»¤สายลมเปลี่ยนทิศ แต่ดวงจิตไม่แปรเปลี่ยน¤«.•´¯`¤»•×(((¯`'•.¸

Windows Media Player

March 23

คือครูคืออาสา

ย่างก้าวทางเดินสู่ม่านหมอกแห่งหุบเขาสายน้ำไหลเชี่ยว  บ้านผามูบ   # 2

 

:  เข้าที่เข้าทาง

                คงจะไม่แปลกอะไรมากนักถ้าจะดูว่าการประกอบอาหารมื้อเย็นของเหล่าครูแต่ล่ะท่านจะนั่งทำอาหารไปอมยิ้มไป  หลังจากที่วันนี้ต่างได้หยิบยื่นความสุขและได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเด็ก ๆ มาทั้งวัน หรือแม้แต่สายสัมพันธ์ระหว่างครูก็ดูเหมือนจะกอดรัดมัดตัวดูกลมกลืนและลงตัว จึงทำให้ชีวิตการเป็นครูบ้านนอกดูเริ่มจะไม่ใช่เรื่องยาก หากแต่เพียงการเปิดใจซึ่งกันและกัน และยอมรับทำความเข้าใจกัน สะพานแห่งมิตรภาพก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องวางกรอบกติกา...

                อีกหนึ่งคืนแล้วถ้าหากได้แหงนหน้าดูท้องฟ้า เราจะรู้ว่าดวงดาวที่นี่ไม่เคยเศร้า พร่างพรายเปล่งแสงดูงามตา  เป็นคืนที่บรรยากาศลงตัว โดยไม่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ใดมาตบแต่งเป็นม่านฉากเพิ่มเติม นอกจากก่อกองไฟพอเพื่อให้ได้เห็นใบหน้าและแววตาของความชื่นมื่นและสุขสันต์...

 กิจกรรมที่เหล่าครูได้ร่วมคิดในค่ำคืนนี้ก็เป็นงานสันทนาการ ต่างเตรียมความพร้อมกันมาอย่างเต็มที่

เพลงใหม่ๆ  เกมส์ใหม่ๆ ถูกบรรจุอย่างไม่ขาดสาย เล่นเอาทั้งเหล่าครูบ้านนอกกับเด็กๆ หัวเราะแทบกามค้างกันไปเป็นแถวๆ   เพลงประกอบท่าเต้น ที่นับว่าโดดเด่นสำหรับค่ายอาสาของครูบ้านนอกรุ่นนี้คงเห็นจะไม่พ้นเพลง  บะ น้า น่า ที่ฮิตติดกันทั้งค่ายไม่ว่าจะเป็นทั้งเหล่าครูบ้านนอกหรือเหล่าน้องๆ เด็กๆ  ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะได้ยินฮัมเพลงนี้อยู่เสมอ อย่างไงเสียก็ต้องขอบคุณครูนุ้ย ที่ได้นำเพลงนี้มาให้พวกเราได้สนุกกัน.....

                               คงจะดึกมากแล้วสำหรับค่ำคืนนี้  ที่เหล่าน้องน้อยต้องกลับบ้านกัน  แต่ใครจะรู้บ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าครูกับเด็ก ๆ นั้นก่อตัวอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน เพราะเมื่อถึงเวลาที่เหล่าเด็กๆ ต้องกลับบ้านกันและครูบ้านนอกทุกท่านต้องอยู่ร่วมสรุปงานกันต่อ แต่น้องน้อยก็ยังคงจะรอคุณครูของพวกเค้า ที่จะได้กลับบ้านพร้อมกัน คงจะไม่ต้องพูดอะไรอีก แล้วว่าความบริสุทธิ์ของมิตรภาพ ความรัก การให้ มันได้นำพาหัวใจของเหล่าครูบ้านนอกเข้าไปฝังอยู่ในหัวใจของเหล่าน้องน้อยเสียแล้ว.....

    

คือคน คือครู คืออาสา           จิตวิญาณศรัทธาเชื่อมร้อยมั่น

ใต้ดวงดาวพื้นฟ้าแสงตะวัน            จักก้าวไปฝ่าฟันความลำเค็ญ

       คือคน คือครู  คืออาสา           หลายหลากหลั่งมามิรู้สิ้น

บนภูเขาบอกเรื่องราวให้โลกยิน      ว่าคนดีมิเคยสิ้นแผ่นดินไท

         คือคน คือครู ครูบ้านนอก       สะท้อนบอกกล่าวขานเบิกฟ้าใหม่

เด็กน้อยเดียงสาผู้เยาว์วัย                  ยังรอครูคนใหม่ทุกเช้าเย็น......

        แล้วดอกไม้จะบานอีกครั้งหนึ่ง   ที่ที่ซึ่งนกเสรีร่ายขับขาน

ทุกทั่วถิ่นแดนดินอันกันดาร            จักประสานมือท้าทระนง.......

                                                            
 
กวีจาก ครูดอน  ร่ายรำในคืนที่ฟ้าเป็นพยาน......

               

: ใจเดียวกัน

                เสียงสัญญาณไก่ขัน บ่งบอกให้รู้ว่า ภารกิจของเช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้น.......

วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้วซินะ...ที่จะได้ไปโรงเรียนแล้วสอนหนังสือเด็กๆ  ..ทำไมเวลามันเร็วจัง  ครูท่านหนึ่งเอ่ยบ่น  นั่นซิ รู้สึกอย่างไงก็ไม่รุ๊......  บทสนทนายามเช้าที่ดูค่อนข้างจะหดหู่...

                เป็นอีกเช้าหนึ่งที่เราต้องเดินทางไปโรงเรียนร่วมกับเด็ก ๆ เช่นเคย  สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดนั่นก็คือการก่อตัวในเรื่องของความสัมพันธ์ ที่เราจะได้เห็นเด็กๆ ห้อมล้อมคุณครูเต็มไปหมด ซึ่งค่อนข้างจะต่างจากวันแรก

                 วันนี้กิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการสอนนอกห้องเรียน และช่วงบ่ายมีการแข่งกีฬา  เหล่าคุณครูเลยต้องแบ่งไปทำฐานกิจกรรกันเพื่อเตรียมตัวรับมือกับเหล่าเด็ก ๆ

บะ น่า น้า น้า น้า น้า  น้า   น้า........  ดังมาไม่ไกลนัก   ชู..ศรี ชู...ศรี  ชู..ศรี..........ชู ชูสี  น่ะ น่ะชู ชูสี  ตัดสลับผสมเสียงหัวเราะลั่น......   อีกหลายเพลงที่มันได้ถูกทำหน้าที่เพื่อเรียกเสียงหัวเราะ และความสนุกสนาน เป็นบรรยากาศที่สุดเหนือคำบรรยาย   เล่นเอาท้องแข็งไปตามๆ กัน..

ความสดใส ความเยาว์วัยของเด็ก ๆ มันได้สลายกำแพงหัวใจ ของผู้มาเยือนลงไปอย่างราบคราบ และได้เข้าไปเกาะกินหัวใจ จนทำให้ใครหลายคนต้องโหยหา  และคงจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์และตอบโจทย์ ความคาดหวังจากการมาเป็นครูบ้านนอกได้เป็นอย่างดี  ...

หัวเราะและสนุกกันมาเยอะก็ชักจะหิว  การหาอะไรมาใส่ท้องและเพิ่มพลัง  และเตรียมพร้อมกับการเล่นกีฬาช่วงบ่าย จึงดูเป็นเรื่องที่จำเป็น  เหล่าครูบ้านนอกและเด็กๆ นั่งจับกลุ่มทานข้าวกัน  ตามละแวกแมกไม้ กันเป็นกลุ่ม ๆ คงจะไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะมีเวลาเฉกเช่นนี้..........

บ่ายนี้แดดค่อนข้างที่แรงเป็นพิเศษ เป็นบทพิสูจน์ว่าครูบ้านนอกกับน้องน้อยจะร่วมกันผ่าฟันไปได้หรือไม่ .....

สีแดงสู้ สู้  ........  อ้าวสีทนได้สู้สู้.... สลับผลัดเปลี่ยนกันเป็นจังหวะ    ความสนุกสนานในกีฬาแต่ละชนิดดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ หยาดเหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย   การให้น้ำจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ ต่างหยิบยื่นให้กันและกัน บ่งบอกความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่   คงไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะมารั้งเค้าและเธอ ไม่ให้มีดวงใจที่หล่อหลอมเป็นดวงเดียวกัน.....

กิจกรรมยามบ่ายงผ่านได้ด้วยดี   ย่างก้าวสู่ยามค่ำ.....

: สอดคล้องและสมดุลย์

คืนนี้เราจะมีเต้น จะคึ  ล้อมรอบกองไฟกัน อย่าลืมแต่งตัวมาเข้าร่วมพิธีกันด้วยนะค๊าบ.......ครูจะเด็จผู้นำขบวนการส่งสัญญาณ 

จะคึ   ตามที่ได้สอบถามจากชาวบ้าน หมายถึง ประเพณีการเต้นรอบพิธีเสาหลักของชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นประเพณีการกินหวอของชาวลาหู่ ซึ่งจะมีขึ้นทุกปี เพื่อการบวงสรวงเทพเจ้า เจ้าป่าเจ้าเขา เพื่อขอขมา และขอให้เกิดแต่สิ่งดีๆในหมู่บ้าน   ประเพณีการกินวอมีความคล้ายคลึงหรือจะเรียกว่าเป็นวันปีใหม่ของหมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งมีรายละเอียดด้านวัฒนธรรมค่อนข้างที่จะลึกซึ้งมาก

ในคืนนั้นเราจะได้เห็นเหล่าครูบ้านนอกและเด็ก ๆ ใส่ชุดประจำชนเผ่ากัน  ซึ่งในส่วนของชุดเองต้องยอมรับว่ามีความงดงามมาก หลายคนพอได้ใส่ต่างก็ปลื้มกันถ้วนหน้า เป็นบรรยากาศการชักภาพเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดี...

การเต้น จะคึ จะมีการเต้น 2 ส่วน คือแบบผู้หญิง และก็แบบผู้ชาย มีองค์ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรี อาทิเช่น กลอง ฆ้อง ฉาบ แคนในแบบเฉพาะของชนเผ่า และมีท่าเต้นด้วย 

การมาครั้งนี้ของเหล่าครูบ้านนอก นอกจากจะได้มาหยิบยื่นสิ่งที่ดีๆ ให้กับเหล่าเด็กๆ แล้ว ยังได้มีโอกาสมาเรียนรู้ถึงงานวัฒนธรรมประเพณี  วิถีชีวิต ที่ค่อนข้างจะหาโอกาสสัมผัสได้ยาก กลับติดตัวไปอีกด้วย  ในค่ำคืนนั้นครูบ้านนอกจึงมีโอกาสได้สัมผัสงานด้านวัฒนธรรมกันอย่างเต็มที่ อีกทั้งได้ร่วมเต้นกับเหล่าเด็กๆ อย่างสนุกสนาน  ..

คงเป็นคืนที่ลงตัวเหนือคำบรรยาย .....

: รุ่งอรุณแห่งการลาจาก

เช้านี้น่าจะเป็นวันที่ทำให้ครูหลายคนคงจะไม่ชอบใจนัก เพราะได้เวลากำหนดกลับ และเสร็จสิ้นซึ่งภารกิจ กับการมาเป็นครูบ้านนอก ณ ดินแดนสู่ม่านหมอกแห่งหุบเขาสายน้ำเชี่ยว  บ้านผามูบ  เด็ก ๆ หลายคนมาส่ง แววตาเหมือนดูจะบดบังไปด้วยน้ำใส ๆ  และก็ยังมี เด็ก ๆ อีกหลายคน ไม่กล้าที่จะมาส่ง ด้วยเหตุผลตามนัยยะแห่งความเยาว์วัยก็ตามแต่ ล้วนทำให้ครูผู้มีจิตอาสาเกิดความประทับใจ ที่ได้รับจากเด็ก ๆที่น่ารักอยู่มิใช่น้อย จนมีครูหลายคนร่วมส่งสัญญาณกันว่า เราจะกลับมา...........    

                                                                 

 

write by...ท่านทัก ณ  พังงา

คือครูคืออาสา

...ย่างก้าวทางเดินสู่ม่านหมอกแห่งหุบเขาสายน้ำไหลเชี่ยว  บ้านผามูบ   # 1...

                ในขณะที่กระแสสังคมไหลเชี่ยวพ้นผ่านเป็นพลวัตร การดำเนินวิถีชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างคุ้นเคยและเรียบง่าย  ด้วยการรอคอย การกลับมาเยี่ยมเยือน ของคนอีกกลุ่มหนึ่งด้วยใจมุ่งหวัง....

             วันอาทิตย์ที่ 11 ของเดือน กุมภาพันธ์ 2550 จึงเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งโดยกลุ่มผู้ใหญ่ใจดี หรือที่เรียกกันในนามว่า ครูบ้านนอกรุ่นที่ 89 เหล่าครูผู้มีจิตอาสากว่า 30 ชีวิต กับบทบาทภารกิจครั้งใหม่ ในการมาเป็นครูบ้านนอก  พื้นที่เป้าหมายในครั้งนี้คือ หมู่บ้านผามูบ ตำบลแม่ยาว อำเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชนเผ่าลาหู่(มูเซอ)

                : รายงานตัวเพื่อมุ่งสู่ดงดอย

                ล้อหมุนจากสถานีขนส่งจังหวัดเชียงราย ประมาณ 8.30น.  ด้วยท่าทีที่ขะมักขะเม้น เป็นเช้าของการฝากเนื้อฝากตัวเข้าบนบานศาลกล่าวกับเจ้าเมืองเชียงรายหรือพ่อขุนเม็งราย เป็นคำรบแรก...กลิ่นธูปตะหลบอบอวนด้วยแรงจิตศรัทธา ของการมุ่งมั่นเพื่อให้ภารกิจของเหล่าคุณครู ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี.. จบด้วยการชักภาพรวมของเหล่าคุณครูเพื่อเป็นอนุสรณ์ของรุ่นที่บริเวณห้าแยกพ่อขุนเม็งราย ..........

การเดินทางเริ่มต้นอีกครั้งเพื่อมุ่งสู่มูลนิธิกระจกเงาเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของเหล่าคุณครูก่อนการตะลุยสู่ดงดอย ด้วยความที่หน้าแปลกเพราะต่างมากันคนละที่ ดูอาจจะเป็นเหมือนอุปสรรค แห่งการผูกมิตรในช่วงเริ่มต้น ผมครูโอ๋ มาจากกรุงเทพฯครับ จึงเป็นการส่งสัญญาณเริ่มต้นแห่งมิตรภาพใหม่...........

                หลังจากการตระเตรียมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับมูลนิธิกระจกเงารวมไปถึงการเตรียมกระบวนการเพื่อรับมือกับเด็กดอยคอยรักเป็นอันที่เรียบร้อยแล้ว เสียงหนึ่งดังขึ้น คุณครูหิวยังค๊าบ.....ข้าวซอยจึงถูกรับหน้าที่จัดให้เป็นอาหารมื้อแรกของเหล่าคุณครูในเที่ยงวัน.......

            ข้าวสอยเป็นอาหารพื้นเมืองของคนท้องถิ่นที่นี่ ด้วยการมีภาพลักษณ์และหน้าตาไม่เหมือนใครโดยเสน่ห์จำเพาะ จึงชวนให้น่ารับประทาน..... คุยกันบ้างครับครู จึงเป็นการส่งเสียงทักทายแซวเล่น เพราะดูเหมือนต่างอยู่ในอากัปกริยาที่ก้มหน้าก้มตา บรรเลงความจริงใจกับข้าวสอยรสโอชะ จนหลงลืมการพูดคุยกันในชั่วขณะ.....

                รถสองแถวมาถึงแล้ว.... ได้เวลาแล้วที่คุณครูทุกท่านจะต้องออกเดินทาง เพื่อมุ่งสู่หมู่บ้านผามูบ การเดินทางกว่า30 กิโลเมตรสู่ดงดอยจึงได้เริ่มขึ้น....

            รถได้มาจอดที่บ้านกระเหรี่ยงรวมมิตรเพราะ เส้นทางถนนลาดยางสิ้นสุดลงที่นั่น  ที่เหลือต่อไปจึงเป็นเส้นทางที่กำลังถูกตัดให้เป็นถนนลาดยาง  ระยะทางจากหมู่บ้านรวมมิตรถึงบ้านผามูบเป็นระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร กอปรกับพื้นผิวถนนที่เคลือบไปด้วยฝุ่นหนา 4-5 นิ้ว ตัดกับแสงอาทิตย์ของเที่ยงวัน จึงกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายให้กับคุณครูบ้านนอกอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้ได้รสชาติของการเดินทางมาเป็นครูแห่งดงดอยได้เป็นอย่างดี   

                ไหนบอกว่ากิโลเดียวไงคะ  ใบหน้าที่แดงกร่ำและผิวพรรณที่ฉาบไปด้วยฝุ่นผสมเหงื่อ ของเหล่าครูบ้านนอก  ต่างคำถามเป็นเสียงเดียวกัน  เมื่อมาถึง หมู่บ้านผามูบ   แต่สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและบ่งบอกถึงความแน่วแน่กับภาระกิจใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า นั่นก็คือ แววตาของครูผู้มาเยือน ที่ไม่ได้ท้อถอยแต่อย่างใด.....

                :  ครูดอยผสานใจเด็ก....

การคัดเลือกครูบ้านนอกโดยเหล่าน้องๆ  ที่น่ารักจึงเริ่มขึ้น เพื่อเลือกเฟ้นหาครูบ้านนอกแต่ละท่านไปเป็นสมาชิกในบ้านหลังน้อยกลางดงดอยของพวกเค้า  คงเป็นเรื่องปกติถ้าครูมาด้วยรูปลักษณ์ใบหน้าที่เคลือบไปด้วยรอยยิ้มและปราศจากริ้วรอยของคราบไรฝุ่นที่หนาเตอะ  จึงปฎิเสธไม่ได้ว่า เหล่าเด็ก ๆ กว่าจะตัดสินใจเลือกครูบ้านนอกได้ จึงต้องใช้เวลาอยู่นาน โดยเฉพาะ สองคู่สุดท้าย คือครูกีร์กับครูโอ๋ และคู่ครูดอนกับครูพัน  แต่สุดท้ายก็มีความสุขกันถ้วนหน้า เพราะต่างได้เด็กดอยคอยรักเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกของครอบครัว เหล่าตัวน้อยและครูบ้านนอกต่างชื่นมื่น และแยกย้ายนำอาหารที่ได้ตระเตรียมมา ถือกันไป ตุเลง ตุเลง อย่าทุลักทุเล......

                แสงจากกองไฟเริ่มก่อตัว ได้เวลานัดหมายของเหล่าครูบ้านนอก หลังจากแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว และปรุงอาหารมื้อแรกด้วยครัวที่ไม่คุ้นเคย ต่างก็กลับมาเข้าร่วม ภายใต้กิจกรรมล้อมรอบกองไฟ ในค่ำคืนที่ดวงดาวส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า การมองเห็นดาวตกตัดขอบฟ้าจึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากเย็นนักที่เราจะได้สัมผัส ชวนให้ครูบ้านนอกต่างหลงใหล.....

กิจกรรมสันทนาการจึงถูกจับขึ้นมาเป็นเครื่องมือ..เพื่อการสร้างความสนุกสนาน ผ่อนคลาย และกระชับความสัมพันธ์กันระหว่างครูบ้านนอกและเด็กเข้าด้วยกัน  บรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มิตรภาพและสายธารแห่งน้ำใจ.......

                :  ห้องเรียนกลางหุบเขา

                โรงเรียนผาขวางพัฒนา  ห่างจากหมู่บ้านผามูบเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร อันเนื่องมาจากที่หมู่บ้านไม่มีโรงเรียน เด็กๆ จึงต้องเดินทางเพื่อไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านผาขวางพัฒนา  เด็กๆที่นั่น ใช้วิธีการไปโรงเรียนด้วยการเดินเท้า ดังนั้นภารกิจของการไปสอนเด็กจึงเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปโรงเรียนพร้อมเด็กเช่นกัน.

                งานบำเพ็ญประโยชน์เป็นกิจกรรมของเช้านี้เหล่าคุณครู ต่างร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาดโรงเรียนไปพร้อมกับเด็กๆอย่างสนุกสนาน  รวมไปถึงการออกกำลังกายในตอนช่วงเช้า ถ้ากายบริหารใหม่ๆ แปลกตา ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้งาน ผสมเสียงหัวเราะเจือปน

            ประเทศประไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย บทเพลงขับขานท่ามกลางบรรยากาศแห่งขุนเขาดังขึ้นบอกให้รู้ว่าอีกไม่นานใกล้ถึงเวลาแล้วที่เหล่าครูบ้านนอกจะได้แบ่งปันประสบการณ์ความรู้ให้แก่เด็กๆ 

“1+1 เท่ากับเท่าไหร่คะ..... เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล.. วันนี้เราจะมาสอนวิชาศิลปะกันนะคะ ดังสลับบ่งบอกให้รู้ว่าเหล่าบรรดาคุณครูได้เริ่มขับขานสอนวิชาเพลงศิลป์กันแล้ว...ไม่นานนักหลังจากที่ครูต่างพร่ำสอนถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเหล่านักเรียน ก็ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวันกัน..

                วันนี้เหล่าคุณครูต่างเตรียมข้าวห่อกันมาจากที่บ้านซึ่งไม่ต่างจากเด็กๆ มีทั้งข้าวห่อใบตอง รวมไปถึงกับข้าวที่ครูบ้านนอกแต่ละท่านต่างปรุงแต่งกันมาอย่างน่า.....(รับประทาน)  ครูครับผมขอชิมน้ำพริกหน่อยครับ   เอาเลยครับครูท้องเสียไม่รู้ด้วยนะครับ เป็นบรรยากาศคละเคล้าผสมเสียงหัวเราะสลับกันไป จึงเป็นมื้อที่ทำให้เหล่าคุณครูต่างเจริญอาหารกันอย่างถ้วนหน้า.......

                ช่วงบ่ายครูบ้านนอกก็ได้เวลาเริ่มต้นถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนการสอนต่อจากในช่วงเช้า กับภารกิจที่ต่างได้รับมอบหมาย... บ้างก็หากลวิธีที่แตกต่างกันออกไป เพื่อต่างสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กได้เพลิดเพลินไปกับการเรียนการสอนที่ได้จัดเตรียมกันมา

เสียงระฆังดังเป็นจังหวะ... เป็นสัญญาณให้รู้ว่าวันนี้เหล่าคุณครูได้เสร็จสิ้นภาระกิจการสอนของวันแรก เหล่าครูบ้านนอกต่างเดินจูงมือเด็กๆ กลับบ้าน หน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม นับเป็นภาพที่งดงามและน่าจดจำ.............

 

มอแกนเกาะเหลา

มอแกนเกาะเหลา
สฤษดิ์ มีตาลีป - [ 18 ธ.ค. 48, 14:59 น. ]

วันนี้เมื่อโลกใบใหม่กำลังเข้ามาแทนที่โลกใบเก่า กลุ่มชาติพันธุ์มอแกนเกาะเหลาก็เหมือนกับอีกหลาย ๆ พื้นที่เช่นเดียวกัน มอแกน (Moken) หรือ พรานทะเล สิงห์ทะเลหรือเรียกอีกอย่างว่า มาซิง เมื่อครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตและเวลาส่วนใหญ่ในเรือ ที่เป็นเหมือนบ้านและยานพาหนะ ที่จะนำพาชีวิตพวกเขาไปสู่เกาะแก่งใหญ่น้อย ในท้องทะเลมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เป็นที่ที่พวกเขายกให้เป็นทั้งพ่อและแม่ที่ต้องเคารพและรักษาไว้ วิถีชีวิตที่สอดคล้องกับฤดูกาล

ในเรื่องปรัชญาในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ทางธรรมชาติ เมื่อท้องทะเลนิ่งสงบอากาศดี มอแกนจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเรือเพื่อออกเดินทางหาปลา งมหอย หาปู เพื่อการดำเนินชีวิต และเมื่อถึงเวลาที่มีคลื่นลมมรสุมมอแกนก็จะรู้จักการหาฝั่งเพื่อเข้าหลบลมมรสุม โดยจะหาที่จอดเรือ มอแกนจะเรียก เรือว่า (ก่าบาง) ซึ่งหมายถึง พาหนะหรือบ้านที่ลอยในน้ำได้

มอแกนมีชีวิตที่ผูกพันกับเรือ (ดังคำกล่าวที่ว่าถ้าไม่มีเรือก็ไม่มีมอแกน) ซึ่งพวกเขาจะสร้างเรือจากการขุดไม้ใหญ่บางชนิดที่อยู่ในป่า นำมาสร้างเรือ ประเทศไทยจะได้รับลมมรสุม 2 ฤดู คือฤดูฝน ช่วงเดือน (พฤษภาคม-ตุลาคม) และช่วงฤดูแล้ง (พฤศจิกายน-เมษายน) มอแกนมีความผูกพันกับทะเลมาก เมื่อวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ซึ่งเกิดจากการไม่สามารถที่จะล่องทะเลไปในที่ไหน ๆ ได้เช่นเคย ประกอบกับการปักหลักเขตแดนในพื้นที่น่านน้ำของแต่ละประเทศ มอแกนจึงต้องตั้งถิ่นฐานอยู่ตามบริเวณชายฝั่งหรือบนเกาะ แต่ก็ยังยึดอาชีพที่เกี่ยวข้องกับทะเลอยู่

การสร้างบ้านเรือนของมอแกนก็เป็นแบบเรียบง่าย โดยการใช้ไม้ไผ่มาทำฝา และมุงหลังคาด้วยใบเตยหนามและใบค้อ หมู่บ้านมักจะตั้งอยู่ริมหาด

มอแกนจะมีประเพณีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “การลอยเรือ” โดยจะทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 และเดือน 11 (ปีหนึ่งจะทำ 2 ครั้ง) มอแกนมีความเชื่อที่ว่าการลอยเรือนั้น จะช่วยให้นำสิ่งที่ชั่วร้ายที่มีอยู่ในร่างกายออกไป แล้วเรือจะนำสิ่งชั่วร้ายนี้ไปทิ้งในทะเลลึก เพื่อให้ชีวิตมีความสุขและดีขึ้น จากวิถีชีวิตดังกล่าวบ่งบอกให้เห็นว่า มอแกนมีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติเพียงใด

มอแกนเกาะเหลา เป็นพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อเขตแดนไทยพม่า ในทางฝั่งพื้นที่จังหวัดระนองของประเทศไทย ปัจจุบันประกอบไปด้วยชุมชน กว่า 70 หลังคาเรือน จำนวนประชากร 320 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังยึดหลักการประกอบอาชีพเกี่ยวกับการประมงอยู่ และในบางครั้งก็ดำรงชีพแบบเรียบง่ายด้วยการเก็บ หอยหวาน หอยติบ และหอยราก มาปรุงเป็นอาหาร ซึ่งหาได้ตามบริเวณแนวชายฝั่งในเวลาที่น้ำลด หรือบางทีก็ออกเรือไปวางอวนหาปลา บริเวณใกล้ๆ เกาะ มายังชีพ เวลาที่ไม่ได้ออกเรือไปไหน สาเหตุหนึ่งก็คือ ไม่มีเงินพอสำหรับการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงมาใส่เรือ ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัจจุบันภาวะราคาน้ำมันภายในประเทศมีราคาที่สูงมาก ตามกระแสตลาดโลก อิทธิพลดังกล่าว ส่งผลทำให้วิถีชีวิตของมอแกนประสบปัญหาเป็นอย่างหนัก เพราะถ้าไม่ออกเรือก็ไม่มีรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัว

จากปัญหาดังกล่าว ส่งผลทำให้มอแกนบางกลุ่มต้องไปยึด การประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย ด้วยการออกเรือไประเบิดปลา โดยการออกไปรับจ้างกับกลุ่มนายทุน แถวบริเวณท่าเรือสะพานปลา ซึ่งอัตราค่าจ้างอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต่ำ ซึ่งจากหลายครั้งในการออกเรือไประเบิดปลา ทำให้มอแกนเกาะเหลาต้องประสบกับอุบัติเหตุจากแรงระเบิด ถึงขั้นพิการ และในบ้างครั้งก็ถูกทางเจ้าหน้าที่รัฐจับกุม ประกอบกับการเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ (มอแกนเกาะเหลาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับสิทธิบัตรในการถือสัญชาติไทย) เกิดปัญหาทับซ้อนขึ้นกับมอแกนอีกลำทับหนึ่ง

ในทางด้านการศึกษา มอแกนเกาะเหลาส่วนใหญ่จะมีความรู้ทางด้านการศึกษาในระดับที่ยังต่ำอยู่ แม้จะมีโรงเรียนเกาะเหลาตั้งอยู่ในพื้นที่ก็ตาม เด็กมอแกนบางส่วนยังต้องติดตามพ่อแม่ไปออกเรือหาปลาในทะเล ระยะเวลาในการออกเรือหาปลาในแต่ล่ะครั้ง ใช้เวลาประมาณ 20 กว่าวัน ถึงจะเข้าฝั่ง จะมีเพียงเยาวชนภายในหมู่บ้านไม่กี่คน ที่มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษา

จากข้อมูลที่ทำการสำรวจพบว่า มีเพียงประมาณ 10 กว่าคน จากจำนวนเด็กทั้งหมด คิดเป็นเด็ก แรกเกิด – 3 ปี จำนวน 48 คน และเด็ก 3 ปี – ชั้นระดับประถมศึกษา 80 คน

ปัจจุบันเด็กมอแกนเกาะเหลา สามารถที่จะมีสิทธิในการเข้ารับการศึกษา ได้ภายใต้มาตรการ จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ. ศ. 2548 เห็นชอบมาตราการการจัดการการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร หรือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยการให้ทางกรมการปกครองออก (แบบ 89) ทำการสำรวจ ผู้ที่มีปัญหาในเรื่องการเข้ารับศึกษาในสถานศึกษา

อย่างไรก็ดี ปัญหาในเรื่องของการเป็นกลุ่มคน ที่ไม่มีสัญชาติของมอแกนเกาะเหลา ไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะปัญหาจากการที่เป็นบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ทำให้พวกเขาถูกตัดสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่พึ่งจะได้รับในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเข้ารับรักษาพยาบาล เมื่อเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน แบบตามมีตามเกิด เพราะไม่สามารถที่จะสู้กับค่าใช้จ่ายที่สูงในแต่ละครั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่เข้ามาผูก อยู่ในวิถีชีวิตของมอแกนเกาะเหลา อย่างแก้ลำบาก ถ้าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รับการช่วยเหลือ หรือมีมาตราการมารองรับอย่างดีพอ

ณ วันนี้มอแกนเกาะเหลา จะสามารถตั้งรับกับคลื่นทางวัฒนธรรมที่ถาโถมเข้ามาไม่ต่างกับคลื่นยักษ์สึนามิ ได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้คงอยู่ในใจของเขา มอแกนเกาะเหลา


สฤษดิ์ มีตาลีป
ทีมสัญชาติกระจกเงา พังงา

การรอคอยถึงลมหายใจสุดท้าย

การรอคอยถึงลมหายใจสุดท้าย “คนไร้รัฐ”
สฤษดิ์ มีตาลีป - [ 13 ก.ค. 49, 11:14 น. ]

“กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” สำนวน คุ้นหูแต่เยาว์วัยยังคงสำเนียกและตราตรึงในซีกสมองไม่ข้างใดข้างหนึ่งของข้าพเจ้าอยู่..

เช้าของวันที่ 25 มิถุนายน 2549 ประมาณ เจ็ดโมงกว่าๆ อดีตเพื่อนร่วมงาน ของข้าพเจ้าโทรศัพท์ติดต่อมาว่า “ป้าแก้ว บ้านบางม่วงได้เสียชีวิตแล้ว ช่วยดำเนินเรื่องการขอใบมรณะบัตรให้แกที..” ข้าพเจ้ารู้สึกมึนกับข่าวร้ายของเช้านี้.....

คงจะไม่หนักใจถ้าหากการจากไปของคน คนหนึ่ง จะเกิดแก่ เจ็บและตาย อย่างธรรมดา ตามวิถีทางธรรมชาติ หากแต่แกเป็นบุคคลหนึ่งที่อยู่ในเการให้ความช่วยเหลือด้านสถานะภาพบุคคล (ไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฏร์) เพื่อที่จะให้แกได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ทั้งที่แกเกิดในแผ่นดินไทยกับเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติไทย....

การได้รู้จักกับป้าแก้วเกิดขึ้นจาก ทางโครงการได้เข้าสำรวจกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนฯในพื้นที่อำเภอ ตะกั่วป่า (หนึ่งในโครงการของมูลนิธิกระจกเงา) จึงทำให้เราได้มาพบกันและได้พูดคุยในรายละเอียดข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือ ในทางวิชาการกรณีของป้าแก้วจัดอยู่ในกลุ่มของ ผู้ไร้รากเหง้า ซึ่งหมายถึง การไม่สามารถสืบทราบถึงประวัติญาติพี่น้องหรือต้นตระกูลของตัวเองได้ ไม่มีข้อมูลพื้นฐานของตัวเอง ไม่ได้รับการแจ้งเกิดให้อยู่ในระบบทะเบียนราษฏร์ เนื่องเพราะสาเหตุอาจมาจากการโยกย้ายถิ่นฐานมาเป็นเวลานานตั้งแต่เยาว์วัย มิอาจจดจำภูมิลำเนาเดิมได้ และอีกสาเหตุหนึ่ง เกิดจากการถูกทอดทิ้งจากบุพการี จึงไม่สามารถที่จดจำเรื่องราวต่างๆ ได้เช่นกัน ดังนั้นการได้รับความช่วยเหลือไม่ว่าจะในเรื่องสวัสดิการจากรัฐ หรือแม้สิทธิทางการเเมืองจึงถูกตัดสิทธิไปอย่างสิ้นเชิง แม้กระทั่งลมหายใจสุดท้าย ก็ยังไม่ได้รับ

นางแก้ว เสียงจันทร์ อายุ 55 ปี บิดาชื่อ นายมูล เสียงจันทร์ มารดาชื่อ นางกร เสียงจันทร์ (ทั้งคู่เสียชีวิตแล้ว) พื้นเพเดิม เป็นคนจังหวัด ลำพูน เดินทางมาเพียงลำพังคนเดียวจนมาถึงพื้นที่จังหวัดพังงา ตั้งแต่ยังเยาว์วัย โดยมาอาศัยอยู่ที่บ้านน้ำเค็ม ในสมัยนั้นมีการทำเหมืองแร่ดีบุก แกจึงเริ่มปักธงวางชีวิตไว้กับการทำงานที่นั้นเป็นต้นมา (คนน้ำเค็มดั้งเดิมในยุคแร่จะรู้จักแกดี อาทิป้าแดง ป้าเล็ก) ตอนมีชีวิตแกอาศัยอยู่ที่ ซอยร่วมมิตร บ้านน้ำเค็ม 8/3 หมู่ 2 ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โดยได้รับความช่วยเหลือจากป้าแดง (เพื่อนร่วมชะตากรรม) มาตลอด

เมื่อชีวิตที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงหรือกำหนดชะตากรรมได้ ป้าแก้วจึงต้องมาเผชิญกับความทุกข์ทรมาน กับการป่วยด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก การเป็นกลุ่มคนที่ตกหล่นทางทะเบียนฯ จึงทำให้หมดโอกาส ในเรื่องของโครงการบัตร 30 บาท (ตามแนวทางนโยบายของรัฐ) ในช่วงแรกจึงต้องรักษาแบบตามมีตามเกิด โดยการไปรักษาที่อนามัยบ้านน้ำเค็ม ทางอนามัยจึงแนะนำให้มารักษาที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า จากนั้นทางโรงพยาบาล จึงส่งตัวเข้าภายใต้ โครงการของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ที่คอยให้ความช่วยเหลือด้านผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยมารักษาที่โรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี จนมีอาการป่วยในขั้นระยะสุดท้าย แกจึงสิ้นลมหายใจไปในที่สุด (เนื่องด้วยในบางครั้งการเดินทางจะไปโรงพยาบาลสุราษฏร์ธานีเองก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะว่าไม่มีบัตรประชาชน) ป้าแก้วต้องเดินทางไปรับยากินอย่างต่อเนื่อง โดยอุปสรรคดังกล่าวจึงทำให้การรักษาขาดช่วง จนในที่สุดป้าแก้ว เสียงจันทร์ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า เมื่อวันเสาร์ที่ 24 / 06 / 49 เวลาประมาณ 5 โมงเย็น ไปรับศพจาก รพ. ตอนเช้าวันที่ 26

รากฐานของชีวิตของคนเราอาจจะแตกต่างกัน แต่ในความเป็นพลเมืองที่ต้องได้รับการเอาใจใส่จากรัฐผู้ปกครอง สำหรับป้าแก้วก็ควรที่จะได้รับเชกเช่นเดียวกัน ชีวิตอันโดดเดียวของหญิงคนหนึ่งจึงถูกปล่อยให้เผชิญกับชะตากรรมอย่างเปล่าเปลี่ยวและสิ้นหวัง.........

สิ่งที่ได้เห็นกับเป็นน้ำจิตและน้ำใจของชาวบ้าน ที่ต่างช่วยกันระดมทุนคนละเล็กคนละน้อย ช่วยกันจัดงานศพขึ้นแบบ “ตามมีตามเกิด” เป็นเจ้าภาพร่วมกัน (จัดงานศพหลังองค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง)

แม้นว่าในเรื่องของระเบียบมติครม. ต่างๆที่ เร่งคลอดเพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนฯ จะอยู่ในขั้นตอนที่อนุมัติแล้วก็ตาม แต่ในเรื่องกลไกและเครื่องมือ งบประมาณ ทีจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาก็ยังคงล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์ เพราะกับบุคคลดังกล่าวนั้นยังต้องมีการดำรงชีวิตเสมือนคนอื่นๆทั่วไป ต้องทำงาน ต้องเดินทาง ต้องเรียนหนังสือ ต้องเข้าโรงพยาบาล บางรายต้องถูกจับ เสียค่าปรับ เพราะไม่มีบัตรประชาชน ถูกกล่าวหาเป็นพม่า เป็นต่างด้าว เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายบ้าง ถูกจับซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปโดยอย่างนั้น (แล้วใครเล่าจะมองเห็นและสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาในส่วนนี้?)

ความไร้รัฐไร้สัญชาติในสถานการณ์ต่าง ๆ ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายกรณีที่รัฐในระดับปฏิบัติยังปฏิเสธความเป็นไทยของกลุ่มคนไร้รัฐในกลุ่มต่าง ๆ การมีทัศนคติที่เป็นลบหรือการขาดตระหนักในหน้าที่ที่ตนพึ่งมีต่อการ ให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจึงเป็นเหตุให้ปัญหากลุ่มคนไร้รัฐและไร้สัญชาติในประเทศยังคงมีอยู่

ภายใต้บริบททางสังคมเช่นนี้ ทำให้เราอดที่จะคิดถึงคนที่ดูแลระบบการบริหารบ้านเมืองไม่ได้เลย ว่ากำลังผลักดันหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไปในทิศทางไหน ถ้าหากกรอบคิดหรือวิธีคิดของผู้ปกครองยังโอบอุ้มให้กับคนบางกลุ่ม หากแต่เพียงรัฐจะให้ความสนใจว่า แม้แต่เพียงคน คนเดียวที่ตัวเล็กที่สุดในสังคมก็ควรเป็นสิงที่ต้องพึ่งกระทำ......

สถานการณ์ของคนไร้สัญชาติในวันนี้คงไม่ใช่ปัญหาที่มีวงจำกัดอยู่ในเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกต่อไป การปรากฏตัวของกลุ่มคนไร้รัฐและไร้สัญชาติ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เห็นได้ว่าปัญหา ความไร้รัฐและไร้สัญชาติเป็นปัญหาที่รายล้อม และดำรงอยู่ทั่วทั้งประเทศไทยและนี่คือเครื่องบ่งชี้ถึง สภาวะการณ์ระดับของปัญหาได้เป็นอย่างดี และไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่า ในฐานะผู้บริหารประเทศผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามนิติบัญญัติของสังคมโลกในการปกป้องคุ้มครองพลเมืองแห่งรัฐ ควรจะต้องตระหนักและแสดงความรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขออุทิศส่วนกุศล ให้กับป้าแก้ว เสียงจันทร์ หลับเถิดป้าหลับให้สบาย...........


สฤษดิ์ มีตาลีป
โครงการให้ความช่วยเหลือสถานะภาพบุคคลมูลนิธิกระจกเงา

April 27

ดวงดาว

บนดวงดาวแห่งความฝัน ในค่ำคืนที่มืดมิด ชัยชนะของฉันในค่ำคืนนี้ ชีวิตของฉันกับผู้หญิงคนหนึ่ง
การเดินทางผ่านความมืดสู่ดวงดาว บนสวรรค์ชั้นดาวดึงค์ น้ำค้างบนดวงจันทร์กระทบร่าง
ฉันนอนทอดกายลงบนเตียงที่เต็มไปด้วยผลองุ่น ร่างกายของฉันเต็มไปด้วยความฉ่ำหวานของผลองุ่น
อรุณรุ่งยังคงนอนหลับไหล ดวงดาวกำลังพูดคุย ฉันไม่แน่ใจนักว่ามีความหมายอย่างไร......
แต่ก็พอที่จะจับภาพความรูสึกของพวกเขาได้ และฉันก็พลันไปเห็นดวงดาวดวงหนึ่งที่กำลังวิ่งตัดท้องฟ้า
จากกลุ่มทางฝั่งดาวเหนือ ฉันรีบเอยถามว่าท่านกำลังจะไปไหน...
ดวงดาวบอกฉันว่า มันถึงเวลาของฉันบ้างแล้ว ที่ฉันจะได้รู้สึกแบบท่านอย่างเช่นในค่ำคืนนี้...
แล้วดวงดาวก็ลับหาย เข้าไปในขอบของตะวัน ไก่เริ่มขันเป็นจังหวะ.....
April 25

เช้าวันใหม่

เช้าวันใหม่ใครสามารถบอกฉันว่าเรามีสวรรค์ ใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าในอดีตที่เป็น
มันมีความหมายอย่างใด
แสงจันทร์ที่ผ่านกระทบลงสู่ใต้ต้นลำดวน ดูนั่น!ดาวหางแซมโฟ.....
น้ำตาของนางฟ้าร่วงหล่นสู่ต้นไม้ คุณพูดถึงการแตกร้าวในยามเช้า 
เหมือนคุณมองดูภาพใหม่ของแสงอรุณ.......
สีแดงในตัวของมัน นั้นคือกุญแจแห่งสวรรค์ รักแรกที่ฉันได้ตัดมันไปในกาลเวลา
ครั้งหนึ่งถ้าลองมองดูวามรัก คุณอาจจะเห็นเป็นเยื่อใยแห่งความรู้สึกในที่ลึกลับ
ความงามที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยสายตา มีแต่เพียงสายลมที่จะนำพาไป 
มองดูนั่นเส้นผมของเธอ ด้านหลังของการเคลื่อนไหว ฉันไม่สามารถแยกมัน 
จากความสูงส่งได้....
ช่วยนำพาฉันไปในสิ่งที่ฉันจะทำ ช่วยนำพาฉันไปในสิ่งที่ฉันกำลังจะได้ทำ
เพื่อให้ฉันได้รู้สึกกับมันอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะอันตธาร............