| sarit's profile•.¸°_«¤´¯`¤»°_สายลม°«¤´¯...BlogLists | Help |
•.¸°_«¤´¯`¤»°_สายลม°«¤´¯`¤»_°¸.•¸.•'´¯)))ו«¤´¯`•.»¤สายลมเปลี่ยนทิศ แต่ดวงจิตไม่แปรเปลี่ยน¤«.•´¯`¤»•×(((¯`'•.¸ |
|||||||||||||||||||||||||||
|
March 23 คือครูคืออาสาย่างก้าวทางเดินสู่ม่านหมอกแห่งหุบเขาสายน้ำไหลเชี่ยว บ้านผามูบ # 2
คงจะไม่แปลกอะไรมากนักถ้าจะดูว่าการประกอบอาหารมื้อเย็นของเหล่าครูแต่ล่ะท่านจะนั่งทำอาหารไปอมยิ้มไป หลังจากที่วันนี้ต่างได้หยิบยื่นความสุขและได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเด็ก ๆ มาทั้งวัน หรือแม้แต่สายสัมพันธ์ระหว่างครูก็ดูเหมือนจะกอดรัดมัดตัวดูกลมกลืนและลงตัว จึงทำให้ชีวิตการเป็นครูบ้านนอกดูเริ่มจะไม่ใช่เรื่องยาก หากแต่เพียงการเปิดใจซึ่งกันและกัน และยอมรับทำความเข้าใจกัน สะพานแห่งมิตรภาพก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องวางกรอบกติกา...
เพลงใหม่ๆ เกมส์ใหม่ๆ ถูกบรรจุอย่างไม่ขาดสาย เล่นเอาทั้งเหล่าครูบ้านนอกกับเด็กๆ หัวเราะแทบกามค้างกันไปเป็นแถวๆ เพลงประกอบท่าเต้น ที่นับว่าโดดเด่นสำหรับค่ายอาสาของครูบ้านนอกรุ่นนี้คงเห็นจะไม่พ้นเพลง “บะ น้า น่า” ที่ฮิตติดกันทั้งค่ายไม่ว่าจะเป็นทั้งเหล่าครูบ้านนอกหรือเหล่าน้องๆ เด็กๆ ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะได้ยินฮัมเพลงนี้อยู่เสมอ อย่างไงเสียก็ต้องขอบคุณครูนุ้ย ที่ได้นำเพลงนี้มาให้พวกเราได้สนุกกัน.....
คงจะดึกมากแล้วสำหรับค่ำคืนนี้ ที่เหล่าน้องน้อยต้องกลับบ้านกัน แต่ใครจะรู้บ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าครูกับเด็ก ๆ นั้นก่อตัวอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน เพราะเมื่อถึงเวลาที่เหล่าเด็กๆ ต้องกลับบ้านกันและครูบ้านนอกทุกท่านต้องอยู่ร่วมสรุปงานกันต่อ แต่น้องน้อยก็ยังคงจะรอคุณครูของพวกเค้า ที่จะได้กลับบ้านพร้อมกัน คงจะไม่ต้องพูดอะไรอีก แล้วว่าความบริสุทธิ์ของมิตรภาพ ความรัก การให้ มันได้นำพาหัวใจของเหล่าครูบ้านนอกเข้าไปฝังอยู่ในหัวใจของเหล่าน้องน้อยเสียแล้ว.....
“ คือคน คือครู คืออาสา จิตวิญาณศรัทธาเชื่อมร้อยมั่น ใต้ดวงดาวพื้นฟ้าแสงตะวัน จักก้าวไปฝ่าฟันความลำเค็ญ คือคน คือครู คืออาสา หลายหลากหลั่งมามิรู้สิ้น บนภูเขาบอกเรื่องราวให้โลกยิน ว่าคนดีมิเคยสิ้นแผ่นดินไท คือคน คือครู ครูบ้านนอก สะท้อนบอกกล่าวขานเบิกฟ้าใหม่ เด็กน้อยเดียงสาผู้เยาว์วัย ยังรอครูคนใหม่ทุกเช้าเย็น...... แล้วดอกไม้จะบานอีกครั้งหนึ่ง ที่ที่ซึ่งนกเสรีร่ายขับขาน ทุกทั่วถิ่นแดนดินอันกันดาร จักประสานมือท้าทระนง.......”
เสียงสัญญาณไก่ขัน บ่งบอกให้รู้ว่า ภารกิจของเช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้น.......
“วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้วซินะ...ที่จะได้ไปโรงเรียนแล้วสอนหนังสือเด็กๆ ..ทำไมเวลามันเร็วจัง” ครูท่านหนึ่งเอ่ยบ่น “นั่นซิ รู้สึกอย่างไงก็ไม่รุ๊......” บทสนทนายามเช้าที่ดูค่อนข้างจะหดหู่...
เป็นอีกเช้าหนึ่งที่เราต้องเดินทางไปโรงเรียนร่วมกับเด็ก ๆ เช่นเคย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดนั่นก็คือการก่อตัวในเรื่องของความสัมพันธ์ ที่เราจะได้เห็นเด็กๆ ห้อมล้อมคุณครูเต็มไปหมด ซึ่งค่อนข้างจะต่างจากวันแรก “บะ น่า น้า น้า น้า น้า น้า น้า........” ดังมาไม่ไกลนัก “ชู..ศรี ชู...ศรี ชู..ศรี..........ชู ชูสี น่ะ น่ะชู ชูสี” ตัดสลับผสมเสียงหัวเราะลั่น...... อีกหลายเพลงที่มันได้ถูกทำหน้าที่เพื่อเรียกเสียงหัวเราะ และความสนุกสนาน เป็นบรรยากาศที่สุดเหนือคำบรรยาย เล่นเอาท้องแข็งไปตามๆ กัน.. ความสดใส ความเยาว์วัยของเด็ก ๆ มันได้สลายกำแพงหัวใจ ของผู้มาเยือนลงไปอย่างราบคราบ และได้เข้าไปเกาะกินหัวใจ จนทำให้ใครหลายคนต้องโหยหา และคงจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์และตอบโจทย์ ความคาดหวังจากการมาเป็นครูบ้านนอกได้เป็นอย่างดี ... หัวเราะและสนุกกันมาเยอะก็ชักจะหิว การหาอะไรมาใส่ท้องและเพิ่มพลัง และเตรียมพร้อมกับการเล่นกีฬาช่วงบ่าย จึงดูเป็นเรื่องที่จำเป็น เหล่าครูบ้านนอกและเด็กๆ นั่งจับกลุ่มทานข้าวกัน ตามละแวกแมกไม้ กันเป็นกลุ่ม ๆ คงจะไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะมีเวลาเฉกเช่นนี้..........
บ่ายนี้แดดค่อนข้างที่แรงเป็นพิเศษ เป็นบทพิสูจน์ว่าครูบ้านนอกกับน้องน้อยจะร่วมกันผ่าฟันไปได้หรือไม่ .....
“สีแดงสู้ สู้ ........” “อ้าวสีทนได้สู้สู้....” สลับผลัดเปลี่ยนกันเป็นจังหวะ ความสนุกสนานในกีฬาแต่ละชนิดดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ หยาดเหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย การให้น้ำจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ ต่างหยิบยื่นให้กันและกัน บ่งบอกความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ คงไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะมารั้งเค้าและเธอ ไม่ให้มีดวงใจที่หล่อหลอมเป็นดวงเดียวกัน.....
กิจกรรมยามบ่ายงผ่านได้ด้วยดี ย่างก้าวสู่ยามค่ำ..... : สอดคล้องและสมดุลย์ “คืนนี้เราจะมีเต้น จะคึ ล้อมรอบกองไฟกัน อย่าลืมแต่งตัวมาเข้าร่วมพิธีกันด้วยนะค๊าบ”.......ครูจะเด็จผู้นำขบวนการส่งสัญญาณ
จะคึ ตามที่ได้สอบถามจากชาวบ้าน หมายถึง ประเพณีการเต้นรอบพิธีเสาหลักของชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นประเพณีการกินหวอของชาวลาหู่ ซึ่งจะมีขึ้นทุกปี เพื่อการบวงสรวงเทพเจ้า เจ้าป่าเจ้าเขา เพื่อขอขมา และขอให้เกิดแต่สิ่งดีๆในหมู่บ้าน ประเพณีการกินวอมีความคล้ายคลึงหรือจะเรียกว่าเป็นวันปีใหม่ของหมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งมีรายละเอียดด้านวัฒนธรรมค่อนข้างที่จะลึกซึ้งมาก
ในคืนนั้นเราจะได้เห็นเหล่าครูบ้านนอกและเด็ก ๆ ใส่ชุดประจำชนเผ่ากัน ซึ่งในส่วนของชุดเองต้องยอมรับว่ามีความงดงามมาก หลายคนพอได้ใส่ต่างก็ปลื้มกันถ้วนหน้า เป็นบรรยากาศการชักภาพเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดี... การเต้น จะคึ จะมีการเต้น 2 ส่วน คือแบบผู้หญิง และก็แบบผู้ชาย มีองค์ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรี อาทิเช่น กลอง ฆ้อง ฉาบ แคนในแบบเฉพาะของชนเผ่า และมีท่าเต้นด้วย การมาครั้งนี้ของเหล่าครูบ้านนอก นอกจากจะได้มาหยิบยื่นสิ่งที่ดีๆ ให้กับเหล่าเด็กๆ แล้ว ยังได้มีโอกาสมาเรียนรู้ถึงงานวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต ที่ค่อนข้างจะหาโอกาสสัมผัสได้ยาก กลับติดตัวไปอีกด้วย ในค่ำคืนนั้นครูบ้านนอกจึงมีโอกาสได้สัมผัสงานด้านวัฒนธรรมกันอย่างเต็มที่ อีกทั้งได้ร่วมเต้นกับเหล่าเด็กๆ อย่างสนุกสนาน .. คงเป็นคืนที่ลงตัวเหนือคำบรรยาย ..... : รุ่งอรุณแห่งการลาจาก เช้านี้น่าจะเป็นวันที่ทำให้ครูหลายคนคงจะไม่ชอบใจนัก เพราะได้เวลากำหนดกลับ และเสร็จสิ้นซึ่งภารกิจ กับการมาเป็นครูบ้านนอก ณ ดินแดนสู่ม่านหมอกแห่งหุบเขาสายน้ำเชี่ยว บ้านผามูบ เด็ก ๆ หลายคนมาส่ง แววตาเหมือนดูจะบดบังไปด้วยน้ำใส ๆ และก็ยังมี เด็ก ๆ อีกหลายคน ไม่กล้าที่จะมาส่ง ด้วยเหตุผลตามนัยยะแห่งความเยาว์วัยก็ตามแต่ ล้วนทำให้ครูผู้มีจิตอาสาเกิดความประทับใจ ที่ได้รับจากเด็ก ๆที่น่ารักอยู่มิใช่น้อย จนมีครูหลายคนร่วมส่งสัญญาณกันว่า “เราจะกลับมา”...........
write by...ท่านทัก ณ พังงา คือครูคืออาสา
...ย่างก้าวทางเดินสู่ม่านหมอกแห่งหุบเขาสายน้ำไหลเชี่ยว บ้านผามูบ # 1... ในขณะที่กระแสสังคมไหลเชี่ยวพ้นผ่านเป็นพลวัตร การดำเนินวิถีชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างคุ้นเคยและเรียบง่าย ด้วยการรอคอย การกลับมาเยี่ยมเยือน ของคนอีกกลุ่มหนึ่งด้วยใจมุ่งหวัง.... วันอาทิตย์ที่ 11 ของเดือน กุมภาพันธ์ 2550 จึงเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งโดยกลุ่มผู้ใหญ่ใจดี หรือที่เรียกกันในนามว่า ครูบ้านนอกรุ่นที่ 89 เหล่าครูผู้มีจิตอาสากว่า 30 ชีวิต กับบทบาทภารกิจครั้งใหม่ ในการมาเป็นครูบ้านนอก พื้นที่เป้าหมายในครั้งนี้คือ หมู่บ้านผามูบ ตำบลแม่ยาว อำเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชนเผ่าลาหู่(มูเซอ) : รายงานตัวเพื่อมุ่งสู่ดงดอย ล้อหมุนจากสถานีขนส่งจังหวัดเชียงราย ประมาณ 8.30น. ด้วยท่าทีที่ขะมักขะเม้น เป็นเช้าของการฝากเนื้อฝากตัวเข้าบนบานศาลกล่าวกับเจ้าเมืองเชียงรายหรือพ่อขุนเม็งราย เป็นคำรบแรก...กลิ่นธูปตะหลบอบอวนด้วยแรงจิตศรัทธา ของการมุ่งมั่นเพื่อให้ภารกิจของเหล่าคุณครู ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี.. จบด้วยการชักภาพรวมของเหล่าคุณครูเพื่อเป็นอนุสรณ์ของรุ่นที่บริเวณห้าแยกพ่อขุนเม็งราย .......... การเดินทางเริ่มต้นอีกครั้งเพื่อมุ่งสู่มูลนิธิกระจกเงาเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของเหล่าคุณครูก่อนการตะลุยสู่ดงดอย ด้วยความที่หน้าแปลกเพราะต่างมากันคนละที่ ดูอาจจะเป็นเหมือนอุปสรรค แห่งการผูกมิตรในช่วงเริ่มต้น “ผมครูโอ๋ มาจากกรุงเทพฯครับ” จึงเป็นการส่งสัญญาณเริ่มต้นแห่งมิตรภาพใหม่........... หลังจากการตระเตรียมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับมูลนิธิกระจกเงารวมไปถึงการเตรียมกระบวนการเพื่อรับมือกับเด็กดอยคอยรักเป็นอันที่เรียบร้อยแล้ว เสียงหนึ่งดังขึ้น “คุณครูหิวยังค๊าบ”.....ข้าวซอยจึงถูกรับหน้าที่จัดให้เป็นอาหารมื้อแรกของเหล่าคุณครูในเที่ยงวัน....... ข้าวสอยเป็นอาหารพื้นเมืองของคนท้องถิ่นที่นี่ ด้วยการมีภาพลักษณ์และหน้าตาไม่เหมือนใครโดยเสน่ห์จำเพาะ จึงชวนให้น่ารับประทาน..... “คุยกันบ้างครับครู” จึงเป็นการส่งเสียงทักทายแซวเล่น เพราะดูเหมือนต่างอยู่ในอากัปกริยาที่ก้มหน้าก้มตา บรรเลงความจริงใจกับข้าวสอยรสโอชะ จนหลงลืมการพูดคุยกันในชั่วขณะ..... “รถสองแถวมาถึงแล้ว”.... ได้เวลาแล้วที่คุณครูทุกท่านจะต้องออกเดินทาง เพื่อมุ่งสู่หมู่บ้านผามูบ การเดินทางกว่า30 กิโลเมตรสู่ดงดอยจึงได้เริ่มขึ้น.... รถได้มาจอดที่บ้านกระเหรี่ยงรวมมิตรเพราะ เส้นทางถนนลาดยางสิ้นสุดลงที่นั่น ที่เหลือต่อไปจึงเป็นเส้นทางที่กำลังถูกตัดให้เป็นถนนลาดยาง ระยะทางจากหมู่บ้านรวมมิตรถึงบ้านผามูบเป็นระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร กอปรกับพื้นผิวถนนที่เคลือบไปด้วยฝุ่นหนา 4-5 นิ้ว ตัดกับแสงอาทิตย์ของเที่ยงวัน จึงกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายให้กับคุณครูบ้านนอกอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้ได้รสชาติของการเดินทางมาเป็นครูแห่งดงดอยได้เป็นอย่างดี “ไหนบอกว่ากิโลเดียวไงคะ” ใบหน้าที่แดงกร่ำและผิวพรรณที่ฉาบไปด้วยฝุ่นผสมเหงื่อ ของเหล่าครูบ้านนอก ต่างคำถามเป็นเสียงเดียวกัน เมื่อมาถึง หมู่บ้านผามูบ แต่สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและบ่งบอกถึงความแน่วแน่กับภาระกิจใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า นั่นก็คือ แววตาของครูผู้มาเยือน ที่ไม่ได้ท้อถอยแต่อย่างใด..... : ครูดอยผสานใจเด็ก.... การคัดเลือกครูบ้านนอกโดยเหล่าน้องๆ ที่น่ารักจึงเริ่มขึ้น เพื่อเลือกเฟ้นหาครูบ้านนอกแต่ละท่านไปเป็นสมาชิกในบ้านหลังน้อยกลางดงดอยของพวกเค้า คงเป็นเรื่องปกติถ้าครูมาด้วยรูปลักษณ์ใบหน้าที่เคลือบไปด้วยรอยยิ้มและปราศจากริ้วรอยของคราบไรฝุ่นที่หนาเตอะ จึงปฎิเสธไม่ได้ว่า เหล่าเด็ก ๆ กว่าจะตัดสินใจเลือกครูบ้านนอกได้ จึงต้องใช้เวลาอยู่นาน โดยเฉพาะ สองคู่สุดท้าย คือครูกีร์กับครูโอ๋ และคู่ครูดอนกับครูพัน แต่สุดท้ายก็มีความสุขกันถ้วนหน้า เพราะต่างได้เด็กดอยคอยรักเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกของครอบครัว เหล่าตัวน้อยและครูบ้านนอกต่างชื่นมื่น และแยกย้ายนำอาหารที่ได้ตระเตรียมมา ถือกันไป ตุเลง ตุเลง อย่าทุลักทุเล...... แสงจากกองไฟเริ่มก่อตัว ได้เวลานัดหมายของเหล่าครูบ้านนอก หลังจากแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว และปรุงอาหารมื้อแรกด้วยครัวที่ไม่คุ้นเคย ต่างก็กลับมาเข้าร่วม ภายใต้กิจกรรมล้อมรอบกองไฟ ในค่ำคืนที่ดวงดาวส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า การมองเห็นดาวตกตัดขอบฟ้าจึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากเย็นนักที่เราจะได้สัมผัส ชวนให้ครูบ้านนอกต่างหลงใหล..... กิจกรรมสันทนาการจึงถูกจับขึ้นมาเป็นเครื่องมือ..เพื่อการสร้างความสนุกสนาน ผ่อนคลาย และกระชับความสัมพันธ์กันระหว่างครูบ้านนอกและเด็กเข้าด้วยกัน บรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มิตรภาพและสายธารแห่งน้ำใจ....... : ห้องเรียนกลางหุบเขา โรงเรียนผาขวางพัฒนา ห่างจากหมู่บ้านผามูบเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร อันเนื่องมาจากที่หมู่บ้านไม่มีโรงเรียน เด็กๆ จึงต้องเดินทางเพื่อไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านผาขวางพัฒนา เด็กๆที่นั่น ใช้วิธีการไปโรงเรียนด้วยการเดินเท้า ดังนั้นภารกิจของการไปสอนเด็กจึงเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปโรงเรียนพร้อมเด็กเช่นกัน. งานบำเพ็ญประโยชน์เป็นกิจกรรมของเช้านี้เหล่าคุณครู ต่างร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาดโรงเรียนไปพร้อมกับเด็กๆอย่างสนุกสนาน รวมไปถึงการออกกำลังกายในตอนช่วงเช้า ถ้ากายบริหารใหม่ๆ แปลกตา ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้งาน ผสมเสียงหัวเราะเจือปน “ประเทศประไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” บทเพลงขับขานท่ามกลางบรรยากาศแห่งขุนเขาดังขึ้นบอกให้รู้ว่าอีกไม่นานใกล้ถึงเวลาแล้วที่เหล่าครูบ้านนอกจะได้แบ่งปันประสบการณ์ความรู้ให้แก่เด็กๆ “1+1 เท่ากับเท่าไหร่คะ.....” เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล.. “วันนี้เราจะมาสอนวิชาศิลปะกันนะคะ” ดังสลับบ่งบอกให้รู้ว่าเหล่าบรรดาคุณครูได้เริ่มขับขานสอนวิชาเพลงศิลป์กันแล้ว...ไม่นานนักหลังจากที่ครูต่างพร่ำสอนถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเหล่านักเรียน ก็ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวันกัน.. วันนี้เหล่าคุณครูต่างเตรียมข้าวห่อกันมาจากที่บ้านซึ่งไม่ต่างจากเด็กๆ มีทั้งข้าวห่อใบตอง รวมไปถึงกับข้าวที่ครูบ้านนอกแต่ละท่านต่างปรุงแต่งกันมาอย่างน่า.....(รับประทาน) “ครูครับผมขอชิมน้ำพริกหน่อยครับ” “เอาเลยครับครูท้องเสียไม่รู้ด้วยนะครับ” เป็นบรรยากาศคละเคล้าผสมเสียงหัวเราะสลับกันไป จึงเป็นมื้อที่ทำให้เหล่าคุณครูต่างเจริญอาหารกันอย่างถ้วนหน้า....... ช่วงบ่ายครูบ้านนอกก็ได้เวลาเริ่มต้นถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนการสอนต่อจากในช่วงเช้า กับภารกิจที่ต่างได้รับมอบหมาย... บ้างก็หากลวิธีที่แตกต่างกันออกไป เพื่อต่างสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กได้เพลิดเพลินไปกับการเรียนการสอนที่ได้จัดเตรียมกันมา เสียงระฆังดังเป็นจังหวะ... เป็นสัญญาณให้รู้ว่าวันนี้เหล่าคุณครูได้เสร็จสิ้นภาระกิจการสอนของวันแรก เหล่าครูบ้านนอกต่างเดินจูงมือเด็กๆ กลับบ้าน หน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม นับเป็นภาพที่งดงามและน่าจดจำ.............
มอแกนเกาะเหลามอแกนเกาะเหลา
สฤษดิ์ มีตาลีป - [ 18 ธ.ค. 48, 14:59 น. ] วันนี้เมื่อโลกใบใหม่กำลังเข้ามาแทนที่โลกใบเก่า กลุ่มชาติพันธุ์มอแกนเกาะเหลาก็เหมือนกับอีกหลาย ๆ พื้นที่เช่นเดียวกัน มอแกน (Moken) หรือ พรานทะเล สิงห์ทะเลหรือเรียกอีกอย่างว่า มาซิง เมื่อครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตและเวลาส่วนใหญ่ในเรือ ที่เป็นเหมือนบ้านและยานพาหนะ ที่จะนำพาชีวิตพวกเขาไปสู่เกาะแก่งใหญ่น้อย ในท้องทะเลมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เป็นที่ที่พวกเขายกให้เป็นทั้งพ่อและแม่ที่ต้องเคารพและรักษาไว้ วิถีชีวิตที่สอดคล้องกับฤดูกาล
มอแกนมีชีวิตที่ผูกพันกับเรือ (ดังคำกล่าวที่ว่าถ้าไม่มีเรือก็ไม่มีมอแกน) ซึ่งพวกเขาจะสร้างเรือจากการขุดไม้ใหญ่บางชนิดที่อยู่ในป่า นำมาสร้างเรือ ประเทศไทยจะได้รับลมมรสุม 2 ฤดู คือฤดูฝน ช่วงเดือน (พฤษภาคม-ตุลาคม) และช่วงฤดูแล้ง (พฤศจิกายน-เมษายน) มอแกนมีความผูกพันกับทะเลมาก เมื่อวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ซึ่งเกิดจากการไม่สามารถที่จะล่องทะเลไปในที่ไหน ๆ ได้เช่นเคย ประกอบกับการปักหลักเขตแดนในพื้นที่น่านน้ำของแต่ละประเทศ มอแกนจึงต้องตั้งถิ่นฐานอยู่ตามบริเวณชายฝั่งหรือบนเกาะ แต่ก็ยังยึดอาชีพที่เกี่ยวข้องกับทะเลอยู่
การสร้างบ้านเรือนของมอแกนก็เป็นแบบเรียบง่าย โดยการใช้ไม้ไผ่มาทำฝา และมุงหลังคาด้วยใบเตยหนามและใบค้อ หมู่บ้านมักจะตั้งอยู่ริมหาด
มอแกนจะมีประเพณีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “การลอยเรือ” โดยจะทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 และเดือน 11 (ปีหนึ่งจะทำ 2 ครั้ง) มอแกนมีความเชื่อที่ว่าการลอยเรือนั้น จะช่วยให้นำสิ่งที่ชั่วร้ายที่มีอยู่ในร่างกายออกไป แล้วเรือจะนำสิ่งชั่วร้ายนี้ไปทิ้งในทะเลลึก เพื่อให้ชีวิตมีความสุขและดีขึ้น จากวิถีชีวิตดังกล่าวบ่งบอกให้เห็นว่า มอแกนมีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติเพียงใด
จากปัญหาดังกล่าว ส่งผลทำให้มอแกนบางกลุ่มต้องไปยึด การประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย ด้วยการออกเรือไประเบิดปลา โดยการออกไปรับจ้างกับกลุ่มนายทุน แถวบริเวณท่าเรือสะพานปลา ซึ่งอัตราค่าจ้างอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต่ำ ซึ่งจากหลายครั้งในการออกเรือไประเบิดปลา ทำให้มอแกนเกาะเหลาต้องประสบกับอุบัติเหตุจากแรงระเบิด ถึงขั้นพิการ และในบ้างครั้งก็ถูกทางเจ้าหน้าที่รัฐจับกุม ประกอบกับการเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ (มอแกนเกาะเหลาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับสิทธิบัตรในการถือสัญชาติไทย) เกิดปัญหาทับซ้อนขึ้นกับมอแกนอีกลำทับหนึ่ง
ในทางด้านการศึกษา มอแกนเกาะเหลาส่วนใหญ่จะมีความรู้ทางด้านการศึกษาในระดับที่ยังต่ำอยู่ แม้จะมีโรงเรียนเกาะเหลาตั้งอยู่ในพื้นที่ก็ตาม เด็กมอแกนบางส่วนยังต้องติดตามพ่อแม่ไปออกเรือหาปลาในทะเล ระยะเวลาในการออกเรือหาปลาในแต่ล่ะครั้ง ใช้เวลาประมาณ 20 กว่าวัน ถึงจะเข้าฝั่ง จะมีเพียงเยาวชนภายในหมู่บ้านไม่กี่คน ที่มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษา
ปัจจุบันเด็กมอแกนเกาะเหลา สามารถที่จะมีสิทธิในการเข้ารับการศึกษา ได้ภายใต้มาตรการ จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ. ศ. 2548 เห็นชอบมาตราการการจัดการการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร หรือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยการให้ทางกรมการปกครองออก (แบบ 89) ทำการสำรวจ ผู้ที่มีปัญหาในเรื่องการเข้ารับศึกษาในสถานศึกษา
อย่างไรก็ดี ปัญหาในเรื่องของการเป็นกลุ่มคน ที่ไม่มีสัญชาติของมอแกนเกาะเหลา ไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะปัญหาจากการที่เป็นบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ทำให้พวกเขาถูกตัดสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่พึ่งจะได้รับในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเข้ารับรักษาพยาบาล เมื่อเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน แบบตามมีตามเกิด เพราะไม่สามารถที่จะสู้กับค่าใช้จ่ายที่สูงในแต่ละครั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่เข้ามาผูก อยู่ในวิถีชีวิตของมอแกนเกาะเหลา อย่างแก้ลำบาก ถ้าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รับการช่วยเหลือ หรือมีมาตราการมารองรับอย่างดีพอ
ณ วันนี้มอแกนเกาะเหลา จะสามารถตั้งรับกับคลื่นทางวัฒนธรรมที่ถาโถมเข้ามาไม่ต่างกับคลื่นยักษ์สึนามิ ได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้คงอยู่ในใจของเขา มอแกนเกาะเหลา
การรอคอยถึงลมหายใจสุดท้ายการรอคอยถึงลมหายใจสุดท้าย “คนไร้รัฐ”
สฤษดิ์ มีตาลีป - [ 13 ก.ค. 49, 11:14 น. ]
“กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” สำนวน คุ้นหูแต่เยาว์วัยยังคงสำเนียกและตราตรึงในซีกสมองไม่ข้างใดข้างหนึ่งของข้าพเจ้าอยู่..
April 27 ดวงดาวบนดวงดาวแห่งความฝัน ในค่ำคืนที่มืดมิด ชัยชนะของฉันในค่ำคืนนี้ ชีวิตของฉันกับผู้หญิงคนหนึ่ง
การเดินทางผ่านความมืดสู่ดวงดาว บนสวรรค์ชั้นดาวดึงค์ น้ำค้างบนดวงจันทร์กระทบร่าง
ฉันนอนทอดกายลงบนเตียงที่เต็มไปด้วยผลองุ่น ร่างกายของฉันเต็มไปด้วยความฉ่ำหวานของผลองุ่น
อรุณรุ่งยังคงนอนหลับไหล ดวงดาวกำลังพูดคุย ฉันไม่แน่ใจนักว่ามีความหมายอย่างไร......
แต่ก็พอที่จะจับภาพความรูสึกของพวกเขาได้ และฉันก็พลันไปเห็นดวงดาวดวงหนึ่งที่กำลังวิ่งตัดท้องฟ้า
จากกลุ่มทางฝั่งดาวเหนือ ฉันรีบเอยถามว่าท่านกำลังจะไปไหน...
ดวงดาวบอกฉันว่า มันถึงเวลาของฉันบ้างแล้ว ที่ฉันจะได้รู้สึกแบบท่านอย่างเช่นในค่ำคืนนี้...
แล้วดวงดาวก็ลับหาย เข้าไปในขอบของตะวัน ไก่เริ่มขันเป็นจังหวะ..... ![]() April 25 เช้าวันใหม่เช้าวันใหม่ใครสามารถบอกฉันว่าเรามีสวรรค์ ใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าในอดีตที่เป็น มันมีความหมายอย่างใด แสงจันทร์ที่ผ่านกระทบลงสู่ใต้ต้นลำดวน ดูนั่น!ดาวหางแซมโฟ..... น้ำตาของนางฟ้าร่วงหล่นสู่ต้นไม้ คุณพูดถึงการแตกร้าวในยามเช้า เหมือนคุณมองดูภาพใหม่ของแสงอรุณ....... สีแดงในตัวของมัน นั้นคือกุญแจแห่งสวรรค์ รักแรกที่ฉันได้ตัดมันไปในกาลเวลา ครั้งหนึ่งถ้าลองมองดูวามรัก คุณอาจจะเห็นเป็นเยื่อใยแห่งความรู้สึกในที่ลึกลับ ความงามที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยสายตา มีแต่เพียงสายลมที่จะนำพาไป มองดูนั่นเส้นผมของเธอ ด้านหลังของการเคลื่อนไหว ฉันไม่สามารถแยกมัน จากความสูงส่งได้.... ช่วยนำพาฉันไปในสิ่งที่ฉันจะทำ ช่วยนำพาฉันไปในสิ่งที่ฉันกำลังจะได้ทำ เพื่อให้ฉันได้รู้สึกกับมันอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะอันตธาร............ หลีกไม่พ้นฉันได้เดินเคลื่อนเข้าไปในเขาวงกต แต่ในทุกหนแห่งเหมือนฉันย้อนกลับไปในที่เริ่มต้น จุดเริ่มต้นที่ใหม่ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่เคยทำสำเร็จ และดูเหมือนกำลังเดินทางไปในที่ซับซ้อนและฉันก็ทำไม่สำเร็จอีกครั้งจริง ๆ อย่างงั้น คล้ายทั้งหมดว่าเป็นที่น่าประหลาดใจ และเหมือนว่ามันไม่ได้ทำให้ฉันรู้ คุณจะได้ไป และได้ไปที่นั่น ในเส้นทางทางที่พระจันทร์ดูมืดมิด ผ่านทะเลดำที่เงียบเหงา สู่หุบเขาที่แสนเศร้า ผ่านสะพานที่มีคราบของน้ำตา และคุณจะถึงที่นั่น ที่ที่ฉันได้ผ่านเข้าไป............ |
|||||||||||||||||||||||||||
|
|